PDF

บทที่ 5 ความลับข้อที่ห้า: พลังแห่งการสัมผัส

เช้าวันต่อมา ชายหนุ่มเดินทางไปโรงพยาบาลประจำเมืองเพื่อพบ ดร.ปีเตอร์ หยาง ศัลยแพทย์หัวหน้าแผนกผ่าตัด เขาเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ ผิวเข้ม ใบหน้าคม และมีดวงตาที่ดูจริงจังแต่เมตตา

เมื่อเริ่มสนทนา ดร.หยางถามก่อนว่าชายหนุ่มพบชายชราชาวจีนได้อย่างไร และหลังจากฟังเรื่องทั้งหมด เขาก็พยักหน้าเหมือนนึกถึงภาพเดิมได้ชัดเจน

“ผมพบเขาเมื่อสิบห้าปีก่อน” ดร.หยางเล่า “ตอนนั้นผมเพิ่งสอบผ่านเป็นศัลยแพทย์ และเชื่อมั่นเต็มที่ว่าหน้าที่ของผมคือผ่าตัด เอาส่วนที่เสียออก เย็บแผลให้เรียบร้อย เท่านั้นก็พอ”

เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ในเวลานั้น เขาแทบไม่เคยนั่งลงข้างเตียงคนไข้ ไม่เคยเห็นความจำเป็นของการพูดคุยหรือปลอบโยน เขาคิดว่างานของแพทย์ที่ดีอยู่ที่ฝีมือของมือ ไม่ใช่ความอ่อนโยนของหัวใจ และการใช้เวลากับคนไข้ดูจะเป็นหน้าที่ของพยาบาลมากกว่า

วันหนึ่งระหว่างตรวจวอร์ด เขาเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วยแล้วเห็นชายชราผู้ช่วยดูแลคนไข้คนหนึ่งนั่งอยู่ข้างเตียงหญิงผู้ป่วยสูงวัย กุมมือเธอไว้แน่น เขาจึงพูดอย่างไม่พอใจว่า “คุณไม่ควรไปทำงานของตัวเองอยู่หรือ”

ชายชราคนนั้นหันมามองเขาอย่างเงียบ ๆ แล้วตอบว่า “ใช่ครับ แต่เมื่อคุณไม่ทำหน้าที่ของคุณ ก็ต้องมีใครสักคนทำแทน”

ดร.หยางเล่าว่าตัวเองโกรธมาก เพราะไม่เคยมีใครพูดกับเขาเช่นนั้น โดยเฉพาะคนที่ดูเหมือนเป็นเพียงผู้ช่วยคนหนึ่ง เขากำลังจะโต้กลับ แต่ชายชรายกมือห้ามและพูดว่า “อย่าเพิ่งพูดตอนนี้ ผู้หญิงคนนี้ต้องการความช่วยเหลือ”

เหตุการณ์นั้นยิ่งทำให้เขาไม่พอใจเข้าไปใหญ่ เพราะผู้ป่วยรายนั้นเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย มีเนื้องอกในสมองชนิดร้ายแรง และแทบไม่มีความหวังแล้ว เขากำลังจะพูดว่าเธอกำลังจะตาย แต่ชายชรากลับห้ามไว้และบอกว่า “อย่าพูดตอนนี้ ได้โปรด”

ดร.หยางจึงออกมายืนรอที่หน้าห้องด้วยความโมโห ไม่นานชายชราก็เดินออกมาและพูดเพียงว่า “เธอจะมีชีวิตอยู่ หมอ”

“คุณหมายความว่าอะไร” ดร.หยางถาม “เธอมีเนื้องอกร้ายในสมองนะ”

ชายชรากลับถามว่า “หมอเคยเห็นคนที่ดูเหมือนไม่มีทางรอด แต่กลับฟื้นตัวอย่างน่าอัศจรรย์ไหม”

“ก็เคย...แต่...”

“แล้วหมอคิดว่าอะไรทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น”

ดร.หยางตอบว่าไม่รู้ และไม่คิดว่ามันสำคัญ แต่ชายชราส่ายหน้า “สำคัญมาก หมอ มันคือปาฏิหาริย์ และสิ่งที่ทำให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้ก็คือความรัก ความรักคือยารักษาที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาล ถ้าปราศจากความรัก ศัลยแพทย์ก็เป็นเพียงช่างเทคนิค ไม่ใช่แพทย์ที่แท้จริง”

ก่อนหายตัวไป ชายชรายื่นกระดาษซึ่งมีรายชื่อสิบคนให้เขา พร้อมพูดว่า “ถ้าอยากรู้ว่าจะเป็นหมอที่แท้จริงได้อย่างไร คุณต้องไปพบคนเหล่านี้”

วันต่อมา ดร.หยางได้รับแจ้งให้รีบไปที่ห้องผู้ป่วยหญิงคนนั้น และเมื่อเข้าไป เขาก็แทบไม่เชื่อสายตา ผู้ป่วยที่อ่อนแรงมาหลายเดือนกลับลุกขึ้นนั่งได้ เธอกินอาหารได้อีกครั้ง อาการคลื่นไส้และเวียนศีรษะทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์ เธอจับมือเขาและขอบคุณสำหรับการผ่าตัด ทั้งที่เมื่อไม่กี่วันก่อนอาการของเธอยังสิ้นหวังแทบทุกด้าน

“ตอนนั้นผมเริ่มสงสัยจริง ๆ ว่าชายชราคนนั้นทำอะไรกับเธอ” ดร.หยางกล่าว “และนั่นทำให้ผมเริ่มติดต่อคนทั้งสิบในรายชื่อ”

จากการพูดคุยกับคนเหล่านั้น เขาเริ่มเข้าใจว่า ความรักและการรักษาเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าที่แพทย์สมัยใหม่จำนวนมากยอมรับ มีงานวิจัยชี้ว่าคนที่อยู่ในความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความรักมักเจ็บป่วยรุนแรงน้อยกว่า และเมื่อป่วยก็ฟื้นตัวได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีหลักฐานมากมายว่า ยาและการรักษามักให้ผลได้ดีกว่าเมื่อผู้ป่วยได้รับความอบอุ่น การปลอบโยน และความหวังจากคนรอบตัว

เขาเล่าถึงการทดลองที่โรงพยาบาลการสอนแห่งหนึ่งในลอนดอน ซึ่งพบว่า คนไข้ที่ศัลยแพทย์จับมือขณะพูดคุยก่อนการผ่าตัด ฟื้นตัวเร็วกว่าเฉลี่ยถึงสามเท่าเมื่อเทียบกับคนไข้กลุ่มอื่น

“เมื่อเราสัมผัสกันอย่างเอื้ออาทร” เขากล่าว “ทั้งสองฝ่ายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ฮอร์โมนความเครียดลดลง ระบบประสาทผ่อนคลาย ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น และอารมณ์ก็สงบขึ้นด้วย”

หลังจากเรียนรู้เรื่องนี้ เขาเริ่มส่งเสริมให้บุคลากรในโรงพยาบาลใช้การสัมผัสอย่างมีความหมายกับคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นการจับมือ แตะไหล่ หรือกอดเบา ๆ เขาจำได้ไม่ลืมถึงเด็กชายคนหนึ่งที่เป็นสมองพิการ ต้องใช้รถเข็น และแทบไม่ตอบสนองต่อผู้คนมานานหลายปี วันหนึ่งเขาคุกเข่าลงและกอดเด็กคนนั้น เด็กชายพยายามส่งเสียง พยาบาลที่อยู่ด้วยน้ำตาคลอ เพราะนั่นเป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่เด็กตอบสนองต่อใครสักคน

เขายังเล่าถึงการทดลองอีกแบบบนทางหลวง ผู้หญิงคนเดิมยืนโบกรถขอความช่วยเหลือ คนส่วนใหญ่ไม่หยุด แต่เมื่อเธอเพียงแตะต้นแขนคนที่เดินผ่านเบา ๆ ขณะพูดขอความช่วยเหลือ ผู้คนจำนวนมากกลับตอบรับทันที การสัมผัสเล็กน้อยนั้นลดกำแพงระหว่างคนแปลกหน้าได้อย่างน่าทึ่ง

เมื่อได้ฟังเช่นนี้ ชายหนุ่มก็นึกถึงชีวิตของตัวเอง เขาแทบไม่เคยกอดใครเลย ไม่กอดพ่อแม่ ไม่แตะเพื่อนด้วยความอบอุ่น การจับมือหรือการแตะตัวมักเป็นเพียงพิธีการมากกว่าการแสดงความรู้สึก

เขาจึงพูดขึ้นว่า “แต่การกอดหรือแตะตัวคนอื่นมันไม่ง่ายเสมอไปนะครับ บางคนอาจปฏิเสธหรือไม่ชอบ”

ดร.หยางยิ้ม “คุณแค่กำลังหาข้ออ้างให้ตัวเองไม่ต้องทำ จำไว้นะ ความรักต้องใช้ความกล้า บางครั้งคุณต้องกล้าเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธ แต่ส่วนใหญ่แล้ว คนเราจะตอบรับความอบอุ่นมากกว่าที่คุณคิด ถ้าเรามัวแต่รอให้คนอื่นก้าวเข้ามาก่อน เราอาจต้องรอไปจนชั่วชีวิต”

ในคืนนั้น ชายหนุ่มกลับไปอ่านโน้ตของตัวเองซ้ำอีกครั้ง และเขาเขียนสรุปไว้ว่า

ใจความของความลับข้อที่ห้า

การสัมผัสคือการแสดงออกที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งของความรัก มันสามารถทำลายกำแพงระหว่างผู้คน เชื่อมโยงคนสองคนให้ใกล้กันยิ่งขึ้น การสัมผัสอย่างอ่อนโยนสามารถเยียวยาร่างกายและทำให้หัวใจอบอุ่นได้ เมื่อเราเปิดอ้อมแขนออก หัวใจก็จะเปิดตามไปด้วย