PDF

บทที่ 1 ความลับข้อแรก: พลังแห่งความคิด

วันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มมองรายชื่อในมือแล้วเริ่มโทรหาคนแรกทันที เขาอยากรู้ว่าชายชราชาวจีนคือใคร และสิ่งที่เรียกว่า “ความลับแห่งความรัก” นั้นเป็นเรื่องจริงเพียงใด ชื่อแรกในรายชื่อคือ ดร.ปูเชีย อาจารย์มหาวิทยาลัยผู้มีชื่อเสียง

เมื่อทั้งคู่ได้นัดพบกัน ดร.ปูเชียต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น เขาเป็นคนสงบ สุภาพ และมีน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังรู้สึกปลอดภัย หลังจากได้ยินว่าชายหนุ่มได้รับรายชื่อมาจากชายชราชาวจีน เขาก็ยิ้มทันทีราวกับนึกถึงเพื่อนเก่าที่จากกันมานาน

“ผมพบเขาเมื่อหลายปีก่อน” ดร.ปูเชียเล่า “ตอนนั้นผมกำลังตกอยู่ในช่วงเวลาที่ตั้งคำถามกับทั้งงานและชีวิต”

ดร.ปูเชียเล่าว่า วันหนึ่งมีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งขาดเรียนต่อเนื่องกันหลายสัปดาห์ เขาเป็นห่วงจึงตามเรื่องไปถึงสำนักงานของมหาวิทยาลัย และที่นั่นเองเขาจึงได้ข่าวที่สั่นสะเทือนใจ นักศึกษาคนนั้นฆ่าตัวตาย เธอกระโดดลงมาจากอาคารสูงสิบชั้น เขาตกตะลึงมากและนั่งอยู่ในสภาพนั้นอยู่นาน พลางถามตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้เด็กคนหนึ่งซึ่งมีอนาคตรออยู่ กลับตัดสินใจจบชีวิตลง

ขณะกำลังจมอยู่กับความสับสน เขาก็พบว่าชายชราชาวจีนนั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างเงียบงัน ชายชราถามว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ และเมื่อเขาเล่าเรื่องนักศึกษาคนนั้นให้ฟัง ชายชราก็นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า

“คุณรู้ไหม เราสอนเด็กให้อ่านออกเขียนได้ สอนเลข สอนวิชา สอนให้แข่งขัน สอนให้เอาชนะ แต่เรากลับละเลยสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งไป คือการสอนให้พวกเขารู้จักรัก”

ประโยคนั้นกระแทกใจดร.ปูเชียอย่างแรง เพราะมันคือความรู้สึกที่เขาเคยสัมผัสได้ลึก ๆ แต่ไม่เคยมีใครอธิบายให้ชัดเจนเช่นนั้นมาก่อน จากวันนั้น ทั้งคู่พูดคุยกันยาวนานเรื่องชีวิต เรื่องความรัก และเรื่องความหมายของการมีชีวิตอยู่ และนั่นเองเป็นครั้งแรกที่ดร.ปูเชียได้ยินเรื่อง “ความลับแห่งความรัก” ทั้งสิบข้อ

ก่อนจากกัน ชายชรามอบรายชื่อคนสิบคนพร้อมเบอร์โทรศัพท์ให้แก่เขา ดร.ปูเชียติดต่อคนเหล่านั้นภายในเวลาไม่กี่วัน และผ่านการพูดคุยกับพวกเขา เขาได้เรียนรู้หลักง่าย ๆ แต่ทรงพลัง ที่ช่วยให้คนเรานำความรักเข้ามาในชีวิต สร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคง และเข้าใจความรักในแบบที่ลึกกว่าความโรแมนติกฉาบฉวย

เมื่อชายหนุ่มถามเขาตรง ๆ ว่า “ความลับพวกนั้นได้ผลจริงหรือครับ” ดร.ปูเชียยิ้มแล้วตอบว่า “อย่างน้อยกับผม มันได้ผลแน่นอน และไม่ใช่แค่กับผมเท่านั้น ผมเห็นนักศึกษาหลายร้อยคนเปลี่ยนชีวิตของตัวเองได้เพราะหลักพวกนี้”

ชายหนุ่มยังไม่แน่ใจ “ถ้ามันเรียบง่ายอย่างนั้นจริง ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไม่ทำกันล่ะ”

ดร.ปูเชียตอบว่า “เพราะในส่วนลึกของใจ แม้ทุกคนจะต้องการความรักมากกว่าสิ่งใด แต่พวกเรากลับลืมมัน เรามัววิ่งตามความสำเร็จ เงินทอง ความบันเทิง หรือชื่อเสียง จนหลงลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดไป”

จากนั้นเขาจึงอธิบายว่า ความลับข้อแรกซึ่งเปลี่ยนชีวิตเขามากที่สุด คือ “พลังแห่งความคิด”

เขาพูดว่า “ถ้าคุณคิดด้วยความโกรธ คุณก็จะมีประสบการณ์ของความโกรธ ถ้าคุณคิดด้วยความตื่นเต้น คุณก็จะมีประสบการณ์ของความตื่นเต้น ถ้าคุณคิดถึงความสุข คุณก็จะมีประสบการณ์ของความสุข และถ้าคุณคิดด้วยความรัก คุณก็จะค่อย ๆ สร้างประสบการณ์ของความรักขึ้นมาในชีวิต”

ชายหนุ่มทำหน้าสงสัย “ฟังดูง่ายเกินไปนะครับ”

“ใช่ มันฟังดูง่าย” ดร.ปูเชียตอบ “แต่ไม่ได้แปลว่าทำได้ง่ายเสมอไป การเปลี่ยนใจตัวเองอาจยากยิ่งกว่าการเอาชนะศัตรูภายนอกหลายเท่า แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ สิ่งสำคัญคือเราต้องตระหนักว่า ความคิดของเราไม่ได้เป็นเรื่องเล็กน้อย มันกำหนดการกระทำ การกระทำกำหนดพฤติกรรม และพฤติกรรมก็กำหนดชะตาของเรา”

เขาอธิบายต่อว่า ตอนเด็ก ๆ มนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมอคติ เด็กไม่สนใจสีผิว ศาสนา หรือความแตกต่างแบบที่ผู้ใหญ่ยึดถือกัน เด็กเพียงรับรู้ว่าใครรักเขา และพร้อมจะรักตอบอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อเติบโตขึ้น เด็กจำนวนมากกลับถูกสอนให้ตัดสินผู้อื่น ดูหมิ่นความแตกต่าง หรือมองคนผ่านกรอบค่านิยมอันแคบ จนค่อย ๆ สูญเสียความเข้าใจเรื่องความรักไป

“ถ้าอย่างนั้นเราจะเปลี่ยนวิธีคิดได้ยังไงครับ” ชายหนุ่มถาม

ดร.ปูเชียตอบว่า วิธีหนึ่งคือการใช้ “ถ้อยคำยืนยัน” หรือข้อความที่พูดกับตัวเองซ้ำ ๆ อย่างตั้งใจ เพื่อเปลี่ยนความเชื่อเดิมที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใต้สำนึก

เขายกตัวอย่างว่า หากใครเชื่อว่าไม่มีทางมีความรักที่ยั่งยืนได้ คนนั้นอาจเริ่มพูดกับตัวเองว่า “ฉันสร้างความรักขึ้นในชีวิตของตัวเองได้” “วันนี้ฉันจะปฏิบัติต่อทุกคนที่พบด้วยความรัก” “ฉันดึงดูดความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความรักเข้ามาได้อย่างง่ายดาย”

หรือถ้าไม่เชื่อว่าจะพบคู่ชีวิตที่เหมาะสม ก็อาจย้ำกับตัวเองว่า “คนที่เหมาะสมกับฉันจะเข้ามาในชีวิต ในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมที่สุด”

ชายหนุ่มถามว่า “แล้วต้องพูดซ้ำบ่อยแค่ไหน”

“บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้” ดร.ปูเชียตอบ “บางคนเขียนติดไว้ในรถ ติดไว้ที่ตู้เย็น หรือวางไว้ตรงที่มองเห็นง่าย อย่างน้อยเช้า กลางวัน และก่อนนอน คุณควรเตือนใจตัวเอง”

แต่เขาก็เสริมทันทีว่า ถ้อยคำยืนยันไม่ใช่เวทมนตร์ มันเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนความเชื่อภายใน ขณะเดียวกัน เราก็ต้องฝึกคิดเรื่องความรักอย่างมีสติอยู่เสมอ ต้องถามตัวเองให้ชัดว่า “การรักใครสักคนจริง ๆ หมายความว่าอะไร”

เมื่อถูกถามกลับ ชายหนุ่มลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนตอบว่า “ก็คงหมายถึงการห่วงใยเขา อยู่เคียงข้างเมื่อเขาต้องการ และช่วยเหลือเขาเท่าที่ทำได้”

“ใช่แล้ว” ดร.ปูเชียกล่าว “นั่นคือความรักในระดับที่แท้จริง คือการแสดงความเมตตาและความปรารถนาดีในระดับสูงสุด แต่คุณจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร ถ้าคุณไม่พยายามเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร กำลังรู้สึกอะไร หรือกำลังกลัวอะไรอยู่”

เขาอธิบายว่า ในชีวิตประจำวัน ผู้คนจำนวนมากมัวแต่ถามว่า “อีกฝ่ายให้อะไรฉัน” แทนที่จะถามว่า “ฉันจะทำอะไรให้อีกฝ่ายได้บ้าง” และนี่เองที่ทำให้ความสัมพันธ์จำนวนมากขาดความรัก เพราะทุกคนมัวแต่มองจากความต้องการของตัวเอง

จากนั้นดร.ปูเชียก็พูดถึงอีกมิติหนึ่งของ “พลังแห่งความคิด” นั่นคือการจินตนาการถึงคู่ชีวิตในอุดมคติอย่างชัดเจน

“ถ้าคุณไม่รู้ว่ากำลังมองหาอะไร” เขากล่าว “เมื่อคนที่เหมาะสมเดินเข้ามา คุณก็อาจมองไม่ออก หรือแย่กว่านั้น คุณอาจหลงไปกับเพียงรูปลักษณ์ภายนอกและแรงดึงดูดชั่วคราว”

เขาชวนชายหนุ่มให้คิดถึงลักษณะต่าง ๆ ของคนที่เขาอยากใช้ชีวิตด้วย ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ แต่รวมถึงนิสัย ความเชื่อ ค่านิยม งานอดิเรก ระดับสติปัญญา ความอ่อนโยน ความเมตตา และสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตคู่ในระยะยาว

ชายหนุ่มยอมรับว่าไม่เคยคิดเรื่องเหล่านี้จริงจังเลย

ดร.ปูเชียจึงเปรียบเทียบว่า เรื่องนี้เหมือนการไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต ถ้าคุณไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร คุณก็จะถูกชักจูงด้วยสิ่งล่อใจรายทาง และกลับบ้านพร้อมของที่ไม่จำเป็นเต็มรถเข็น แต่หากรู้ชัดว่ามาเอาอะไร คุณก็จะมุ่งไปตรงนั้นได้ทันที ความรักก็เช่นกัน ถ้าเราไม่คิดให้ชัดว่าอะไรสำคัญต่อชีวิตคู่ เราก็อาจไปจบลงกับคนที่ดึงดูดในระยะสั้น แต่ไม่เหมาะกับชีวิตระยะยาวเลย

ก่อนจากกัน ดร.ปูเชียสรุปให้ชายหนุ่มฟังว่า ความรักเริ่มต้นจากความคิดอย่างแท้จริง ความคิดที่เปี่ยมด้วยความรักจะก่อให้เกิดการกระทำที่เปี่ยมด้วยความรัก และการกระทำนั้นจะค่อย ๆ สร้างประสบการณ์ของความรักขึ้นในชีวิต

คืนนั้น ชายหนุ่มกลับบ้านแล้วหยิบกระดาษมานั่งเขียนภาพของหญิงสาวในอุดมคติเป็นครั้งแรก เขาเขียนถึงรูปร่างหน้าตา เขียนถึงนิสัย เขียนถึงสิ่งที่เธอรัก เขียนถึงความเมตตา สติปัญญา และความเรียบง่ายที่เขาอยากพบในใครสักคน จากนั้นเขาพับกระดาษเก็บไว้อย่างดี

เขาจดบทเรียนของวันนั้นไว้ว่า

ใจความของความลับข้อแรก

ความรักเริ่มต้นจากความคิด เราสามารถเป็นอย่างที่เราเลือกจะเป็นได้ ความคิดที่เปี่ยมด้วยความรักจะสร้างประสบการณ์แห่งความรักและความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความรัก ถ้อยคำยืนยันสามารถช่วยเปลี่ยนความเชื่อเดิมเกี่ยวกับตนเองและผู้อื่นได้ หากอยากรักใครอย่างแท้จริง เราต้องคิดถึงความต้องการและความหวังของเขาก่อน และการมองเห็นภาพของคู่ชีวิตในอุดมคติอย่างชัดเจน ก็จะช่วยให้เราจำเขาได้เมื่อวันหนึ่งเขาเดินเข้ามาในชีวิตจริง