บทที่ 2 ความลับข้อที่สอง: พลังแห่งความเคารพ
ชื่อที่สองในรายชื่อคือ ดร.มิลลี ฮอปสกิน ศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยในเมือง เธอเป็นผู้หญิงที่มีชีวิตชีวาอย่างน่าแปลกใจ แม้อายุจะมากแล้วก็ตาม น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความมีชีวิตและความสุขราวกับนิสิตปีหนึ่ง และเมื่อได้ยินว่าชายหนุ่มมีรายชื่อมาจากชายชราชาวจีน เธอก็ยิ้มกว้างทันที
“ฉันพบเขาเมื่อยี่สิบปีก่อน” เธอพูด “ตอนนั้นฉันเป็นคนละคนกับทุกวันนี้โดยสิ้นเชิง ฉันติดยา และใช้ชีวิตอยู่ข้างถนน”
ชายหนุ่มตกใจจนเผลออุทานออกมา เขาแทบไม่อยากเชื่อว่าสตรีผู้สง่างามตรงหน้าจะเคยมีอดีตเช่นนั้น แต่มิลลีเพียงยิ้มบาง ๆ แล้วบอกว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความจริง
เธอเล่าว่าในช่วงเวลานั้น ชีวิตของเธอวนเวียนอยู่กับยาเสพติดและโรงพยาบาล เธอถูกหามเข้าห้องฉุกเฉินเพราะเสพยาเกินขนาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไรก็กลับไปใช้ชีวิตเดิมอีก จนวันหนึ่งหลังจากรอดตายอีกครั้ง เธอลืมตาขึ้นมาบนเตียงคนไข้ แล้วพบชายชราชาวจีนนั่งอยู่ข้าง ๆ จับมือเธอไว้อย่างเงียบงัน
“เขามองฉันเหมือนฉันเป็นมนุษย์คนหนึ่ง” มิลลีกล่าว “คุณอาจคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับฉันในตอนนั้น มันไม่ธรรมดาเลย เขาเป็นคนแรกที่นั่งคุยกับฉันต่อหน้าเหมือนฉันมีคุณค่า เป็นคนแรกที่ปฏิบัติต่อฉันราวกับฉันยังเป็นคนอยู่จริง ๆ”
เธอบอกว่าเธอเล่าเรื่องทั้งหมดให้ชายชราฟัง เล่าเรื่องครอบครัว วัยเด็ก และชีวิตอันพังทลายของตัวเอง ชายชรารับฟังอย่างลึกซึ้ง ไม่ตัดสิน ไม่ตำหนิ เพียงรับฟังด้วยเมตตา จากนั้นเขาก็มอบรายชื่อคนสิบคนให้เธอ พร้อมบอกว่าคนเหล่านี้อาจช่วยเธอได้
มิลลีทำตามคำแนะนำนั้น และหนึ่งในคนที่เธอพบบนรายชื่อก็คือแม่ชีผู้หนึ่ง แม่ชีรับเธอเข้ามาอยู่ในชุมชนคริสตจักร ให้ที่พัก แลกกับการช่วยงานประจำวันอย่างการทำอาหาร ทำความสะอาด และดูแลสวน ที่นั่นไม่มีใครมองเธอเป็นคนล้มเหลว ไม่มีใครมองเธอเป็นภาระ ทุกคนปฏิบัติต่อเธอราวกับว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
“นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันรู้สึกว่าตัวเอง ‘เป็นที่ต้องการ’” เธอพูดเบา ๆ “และความรู้สึกนั้นเปลี่ยนทุกอย่าง”
แม่ชีคนนั้นยังสนับสนุนให้เธอกลับไปเรียนต่อ บอกว่าเธอมีสมองที่ดีและไม่ควรปล่อยให้มันสูญเปล่า มิลลีจึงเริ่มเรียนภาคค่ำ ทุกคนในชุมชนคอยให้กำลังใจเธออย่างต่อเนื่อง เจ็ดปีต่อมา เธอคว้าปริญญาใบแรก สองปีหลังจากนั้นได้ปริญญาโท และอีกสามปีถัดมาก็สำเร็จปริญญาเอก วันรับปริญญาของเธอกลายเป็นหนึ่งในวันที่มีความสุขที่สุดในชีวิต เพราะเธอมองเห็นแม่ชีทั้งกลุ่มยืนขึ้นปรบมือ โห่ร้องให้กำลังใจ และที่มุมสุดของหอประชุม เธอก็เห็นชายชราชาวจีนยืนปรบมืออยู่ด้วยรอยยิ้มแห่งความภูมิใจ
หลังจากเธอเล่าจบ ชายหนุ่มก็ถามว่า ความลับข้อไหนกันที่ช่วยเธอมากที่สุด
มิลลีตอบทันทีว่า “พลังแห่งความเคารพ”
เธออธิบายว่า ในอดีต เธอไม่รู้จักเคารพตัวเองเลย และเพราะไม่เคารพตัวเอง เธอจึงไม่อาจรักตัวเองได้ เมื่อไม่รักตัวเอง เธอก็ไม่อาจมอบความรักให้ใครอย่างแท้จริง และแน่นอน คนอื่นก็ยากจะรักเธอเช่นกัน
เมื่อชายหนุ่มถามว่าเหตุใดเธอถึงเกลียดตัวเองมากขนาดนั้น มิลลีก็ย้อนกลับไปเล่าวัยเด็กอันเจ็บปวด เธอเกิดมาเป็นลูกนอกสมรส มารดาแต่งงานใหม่เมื่อเธออายุเพียงสามขวบ และพ่อเลี้ยงเกลียดเธออย่างชัดเจน มารดาเองก็ทำให้เธอรู้สึกเป็นภาระและเป็นความอับอาย
เธอเล่าเหตุการณ์หนึ่งที่ติดอยู่ในใจไม่เคยหาย ตอนอายุหกขวบ เธอเห็นแม่อุ้มน้องสาวต่างพ่ออย่างอ่อนโยน และเพราะรู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้งจึงหันหลังเดินหนี ทันใดนั้นมีคนผลักเธอจากด้านหลังจนกลิ้งตกบันได และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นพ่อเลี้ยงยืนอยู่บนขั้นบันไดพร้อมพูดว่า “ตอนนี้เธอเป็นแม่ของลูกฉันแล้ว เธอมันก็แค่เด็กน่าเกลียดที่ไม่มีใครเอา”
สิ่งที่เจ็บยิ่งกว่าคำพูดนั้นคือ แม่ของเธอไม่ได้พูดอะไรเลย แม่เพียงกอดน้องต่อ เหมือนว่ามิลลีไม่มีตัวตน
“จากวันนั้น ฉันรู้สึกว่าตัวเองถูกปฏิเสธ ไม่มีคุณค่า และไม่สมควรได้รับความรัก” มิลลีบอก “เมื่อเด็กคนหนึ่งเติบโตมาพร้อมความรู้สึกแบบนั้น เขาย่อมเริ่มเชื่อว่าตัวเองต่ำต้อยกว่าใคร ๆ”
เธออธิบายว่าคนจำนวนมากก็เป็นเช่นเดียวกัน บางคนเกลียดรูปร่างหน้าตาของตน บางคนไม่ชอบเสียงของตัวเอง ไม่ชอบนิสัยของตัวเอง หรือรู้สึกว่าตนด้อยกว่าคนอื่น จนสูญเสียการเคารพตนเองไปอย่างสิ้นเชิง
“ดังนั้น ก่อนที่ฉันจะหวังให้ใครมารัก ฉันต้องเรียนรู้ที่จะเคารพตัวเองก่อน”
ชายหนุ่มถามเธอว่า แล้วคนเราจะเริ่มเคารพตัวเองได้อย่างไร
มิลลียิ้ม “มันไม่ง่าย แต่ทำได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับตัวเอง ต้องรู้จักขอบคุณในสิ่งที่เราเป็น และหยุดยอมให้คำวิจารณ์ที่โหดร้ายของคนอื่นมานิยามคุณค่าของเรา”
เธอพูดต่อว่า มนุษย์ทุกคนมีที่ทางของตัวเองบนโลก ไม่มีใครเคยมี และไม่มีใครจะมีเหมือนเราอีก ทุกชีวิตมีคุณค่าโดยไม่ต้องพิสูจน์ด้วยฐานะ สีผิว หรือประวัติชีวิต เธอยกคำกล่าวหนึ่งในศาสนายิวขึ้นมาว่า “ใครก็ตามที่ช่วยชีวิตวิญญาณหนึ่งดวง เท่ากับช่วยโลกทั้งใบ” เพราะทุกคนล้วนมีความหมายในตัวเอง
แล้วเธอก็ขยายความว่า ความเคารพไม่ควรมีไว้แค่กับตัวเอง แต่ต้องมีต่อผู้อื่นด้วย โดยเฉพาะต่อคนที่เราไม่ชอบ
ชายหนุ่มทำหน้าไม่แน่ใจ มิลลีจึงอธิบายว่า สมองของมนุษย์มีคุณสมบัติประหลาดอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือมันจะมองหาสิ่งที่เราสั่งให้มันมองหา ถ้าเราคอยมองแต่ข้อเสีย เราก็จะยิ่งเห็นข้อเสีย แต่ถ้าเราถามตัวเองว่า “อะไรในตัวคนนี้ที่ควรได้รับความเคารพ” สมองก็จะเริ่มมองหาคำตอบ และเราจะพบมิติที่ลึกขึ้นของเขา
“นั่นไม่ได้แปลว่าทุกคนทำถูกทุกอย่าง” เธอกล่าว “แต่ทุกคนล้วนมีบางสิ่งที่คู่ควรแก่การเคารพ อาจเป็นความกล้าหาญ ความพยายาม ความอ่อนโยน ความรักต่อครอบครัว หรือแม้แต่ความสามารถในการอยู่รอดผ่านวันที่ยากลำบาก”
เธอย้ำว่า ความเคารพคือรากฐานของความรัก ถ้าไม่มีความเคารพ ก็ไม่มีทางมีความรักที่แท้จริงได้
ก่อนจบการสนทนา มิลลีสรุปบทเรียนให้ชายหนุ่มไว้ชัดเจนว่า
ใจความของความลับข้อที่สอง
ก่อนที่เราจะรักใครได้ เราต้องรู้จักเคารพเสียก่อน คนแรกที่เราต้องเคารพคือ ตัวเราเอง การสร้างความเคารพตนเองเริ่มจากการถามว่า “อะไรในตัวฉันที่มีคุณค่าและควรได้รับความเคารพ” และการเคารพผู้อื่นก็เริ่มจากคำถามคล้ายกันว่า “อะไรในตัวเขาที่ควรได้รับความเคารพ” เมื่อเราเริ่มมองหาสิ่งเหล่านี้ ความสัมพันธ์ของเราก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนไป เพราะความรักไม่อาจเติบโตได้ในที่ที่ปราศจากความเคารพ