PDF

บทที่ 3 ความลับข้อที่สาม: พลังแห่งการให้

คนต่อไปในรายชื่อคือคุณนายวิลเลียม หญิงผู้เกิดมาพร้อมความพิการจากผลข้างเคียงของยาชนิดหนึ่งตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ เธอไม่มีขาทั้งสองข้าง และมีแขนเพียงสั้น ๆ เมื่อชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องรับแขกและเห็นเธอนั่งอยู่บนรถเข็น เขาก็เผลอแสดงสีหน้าตกใจออกมาโดยไม่ตั้งใจ แต่เธอไม่ได้สนใจเลย กลับยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนและชวนให้นั่งอย่างเป็นกันเอง

“ฉันดีใจที่คุณโทรมา” เธอกล่าว “ฉันเจอชายชราชาวจีนเมื่อกว่าสิบปีก่อน แต่ความรู้สึกเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง”

เธอเล่าว่าในช่วงวัยสาว เธอมักถามตัวเองว่าใครจะสามารถรักคนอย่างเธอได้จริง ๆ แม้พ่อแม่จะรักเธอ แต่เธอก็ไม่เชื่อว่าจะมีใครอยากจับมือ พาเธอเต้นรำ หรือใช้ชีวิตร่วมกับเธออย่างคู่รักทั่วไป คืนหนึ่งในฤดูร้อน ขณะงานเต้นรำของวิทยาลัยกำลังคึกคักอยู่ เธอนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวในสวนด้วยความสิ้นหวัง และนั่นคือเวลาที่ชายชราชาวจีนเดินเข้ามา

เขานั่งลงข้าง ๆ ยื่นกระดาษเช็ดหน้าให้ และพูดอย่างอ่อนโยนว่า บางทีเขาอาจช่วยได้ แต่เธอกลับตอบอย่างหมดหวังว่าไม่มีใครช่วยเธอได้หรอก เพราะปัญหาของเธอไม่มีทางแก้

ชายชราชาวจีนจึงเล่าเรื่องเพื่อนคนหนึ่งของเขาให้ฟัง ชายผู้นั้นประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ครั้งรุนแรง ต้องลื่นไถลเข้าไปใต้ท้องรถบรรทุก และถูกไฟคลอกจนใบหน้าเสียโฉมหนัก ถึงขั้นที่แพทย์ยังไม่แน่ใจว่าเขาจะรอดหรือไม่ ต่อให้รอด เขาก็ต้องอยู่กับรอยแผลและความเจ็บปวดตลอดชีวิต

เธอฟังแล้วบอกว่า เรื่องนั้นยิ่งฟังยิ่งไม่น่าเห็นว่า “ของขวัญ” อยู่ตรงไหน แต่ชายชราบอกให้เธอฟังต่อไป

หลังจากผ่านช่วงเวลายากลำบาก ชายคนนั้นตัดสินใจว่าจะไม่ให้ความพิการหรือบาดแผลเป็นตัวกำหนดชีวิต เขาเริ่มอุทิศตัวช่วยเหลือผู้อื่น และในกระบวนการนั้น เขากลับค้นพบคุณค่าที่ลึกกว่ารูปลักษณ์ภายนอกของตัวเอง เขาเปลี่ยนจากคนที่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ขาดหาย ไปเป็นคนที่จดจ่อกับสิ่งที่ยัง “ให้” แก่โลกได้

คุณนายวิลเลียมบอกว่าตอนแรกเธอยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อได้ติดต่อผู้คนในรายชื่อคนอื่น ๆ และเริ่มเรียนรู้ความลับของความรัก เธอก็ค่อย ๆ เห็นว่า ปัญหาของเธอไม่ได้อยู่ที่การไม่มีแขนหรือขา แต่อยู่ที่การเชื่อว่าตัวเองไม่มีอะไรจะมอบให้ใครเลยต่างหาก

จุดเปลี่ยนใหญ่ของชีวิตเธอมาถึงเมื่อเธอได้พบเด็กหญิงพิการคนหนึ่งในต่างประเทศ เด็กคนนั้นยากจน ไม่มีขาเทียม และยังมีความพิการบนใบหน้าที่ทำให้ชีวิตยากลำบากยิ่งขึ้น คุณนายวิลเลียมตัดสินใจระดมทุนอย่างจริงจัง จัดงานเลี้ยงในสวน ขายสลาก จัดตลาดนัด และขอความช่วยเหลือจากผู้คนทุกที่เท่าที่จะทำได้ เพื่อหาเงินซื้อขาเทียมและค่ารักษาให้เด็กคนนั้น

เธอใช้เวลาเกือบสิบแปดเดือนจึงรวบรวมเงินได้พอ และยังโน้มน้าวทีมศัลยแพทย์ให้ช่วยผ่าตัดแก้ไขใบหน้าของเด็กหญิงโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

เมื่อเด็กคนนั้นได้รับขาเทียม ได้ทำกายภาพบำบัด และเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้น คุณนายวิลเลียมก็บินไปหาเธอ ทันทีที่เจอกัน เด็กหญิงวิ่งเข้ามากอดเธอแน่น น้ำตาไหลอาบแก้มและพูดซ้ำ ๆ ว่า “ขอบคุณ ขอบคุณ”

“นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันได้สัมผัสความรักที่ท่วมท้นถึงขนาดนั้น” คุณนายวิลเลียมกล่าว “ฉันร้องไห้ด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน”

ในชั่วขณะนั้นเอง เธอเข้าใจคำถามที่ชายชราชาวจีนเคยถามว่า “ความพิการแบบไหนกันแน่ที่ร้ายแรงกว่า ระหว่างคนที่เดินไม่ได้ คนที่พูดไม่ได้ คนที่มองไม่เห็น หรือคนที่ไม่อาจหัวเราะ ร้องไห้ และรักใครได้เลย”

เธอตระหนักว่าความพิการทางกายไม่ได้ทำให้เธอด้อยคุณค่ากว่าคนอื่นเลย และเมื่อหัวใจเต็มไปด้วยความรัก ชีวิตก็สามารถงดงามอย่างไม่น่าเชื่อ

หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ได้พบชายคนหนึ่งที่อ่อนโยน ใจดี และทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ในชุมชน ทั้งคู่ค่อย ๆ กลายเป็นเพื่อนสนิท และต่อมาก็แต่งงานกัน มีลูกที่น่ารักด้วยกันสองคน

“ดังนั้น ชายชราคนนั้นพูดถูก” เธอกล่าวด้วยแววตาสดใส “ทุกปัญหามีของขวัญซ่อนอยู่ และของขวัญนั้นสามารถทำให้ชีวิตของเราอุดมสมบูรณ์ขึ้นได้ เมื่อคุณเริ่มมีบางสิ่งจะมอบให้ เมื่อคุณเริ่มให้ตัวเองแก่ผู้อื่น คุณก็มีความสามารถที่จะพบความรัก”

ชายหนุ่มนั่งฟังอย่างตั้งใจมาก เขาเริ่มเห็นชัดขึ้นว่าความรักไม่ใช่การรอใครมาช่วยเติมเต็มความว่างในใจ แต่คือการมีบางสิ่งในใจที่พร้อมจะมอบให้

คืนนั้นเขากลับบ้านและทบทวนสิ่งที่ได้ยินจากคุณนายวิลเลียมอย่างช้า ๆ

ใจความของความลับข้อที่สาม

หากเราอยากได้รับความรัก เราต้องเริ่มจากการให้ความรักก่อน ยิ่งเราให้มาก เราก็ยิ่งได้รับมาก ความรักคือการมอบตัวเราเองออกไปอย่างสมัครใจและไม่มีเงื่อนไข เป็นความเมตตาที่ไม่หวังผลตอบแทน ก่อนจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ใด เราควรถามตัวเองว่า “ฉันจะมอบอะไรให้เขาได้บ้าง” มากกว่าจะถามว่า “เขาจะให้อะไรฉันได้บ้าง”