PDF

การพบกัน

“มาคนเดียวหรือครับ”

ชายหนุ่มหันไปตามเสียง เห็นชายชราชาวจีนคนหนึ่งยืนอยู่ข้างตัว เขาเป็นชายร่างเล็ก ผอมบาง ศีรษะเกือบล้าน เหลือผมขาวสองปอยอยู่ที่ขมับ ดวงตาสีน้ำตาลของเขาเปล่งประกายอย่างอ่อนโยน ชายชราสวมสูทดำ เสื้อเชิ้ตขาว และหูกระต่ายสีดำเหมือนแขกคนอื่น ๆ

“ครับ ผมมาคนเดียว” ชายหนุ่มตอบยิ้ม ๆ

“ผมก็เหมือนกัน” ชายชราพูด “ถ้าผมขอนั่งด้วย จะรังเกียจไหม”

“เชิญครับ”

“งานแต่งงานสวยดีนะ” ชายชราเอ่ย

ชายหนุ่มยักไหล่ “ถ้าคุณชอบแบบนี้ก็คงใช่”

“ทำไมล่ะ คุณไม่ชอบงานแต่งงานแบบนี้หรือ”

ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางเฉยชา “ทุกวันนี้เรื่องแบบนี้ดูเหมือนละครฉากหนึ่งมากกว่า ไม่ใช่หรือครับ”

“เรื่องแบบไหน”

“ก็เรื่องแต่งงานน่ะสิ”

ชายชรามองเขานิ่ง ๆ ก่อนตอบว่า “การแต่งงานจะกลายเป็นเรื่องน่าขัน ก็เฉพาะเวลาคนสองคนไม่ได้รักกันจริงเท่านั้น”

“รัก?” ชายหนุ่มหัวเราะ “ความรักคืออะไรกัน ผู้คนพูดคำนี้กันง่ายเหลือเกิน วันนี้ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อกันและกัน พรุ่งนี้กลับไม่อยากแม้แต่จะมองหน้า ถ้าคุณถามผม ผมจะบอกว่าความรักถูกยกย่องเกินจริง มันมีแต่สร้างความทุกข์และความปวดใจ”

ชายชราชะงักไปเล็กน้อย ก่อนพูดอย่างอ่อนโยนแต่หนักแน่นว่า “นั่นเป็นมุมมองที่ขมขื่นมาก และผมรับรองได้เลยว่าการมองความรักแบบนั้นเป็นหนึ่งในความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของคุณ”

เขาหยุดนิดหนึ่งแล้วกล่าวต่อ “ลองฟังคนแก่ใกล้หมดเวลาบนโลกสักหน่อยนะ เมื่อคุณมีอายุมากพอจะมองย้อนกลับไปทั้งชีวิต คุณจะพบว่า สิ่งเดียวที่มีความหมายจริง ๆ คือความรักที่คุณเคยให้ และความรักที่คุณเคยได้รับ เมื่อถึงเวลาต้องจากโลกนี้ไป สิ่งเดียวที่คุณนำติดตัวไปได้ก็คือความรัก ไม่มีอย่างอื่นเลย”

ชายหนุ่มนิ่งเงียบ

ชายชรายิ้มอ่อน “ผมรู้จักคนมากมายที่สามารถอดทนกับความลำบากแทบทุกอย่างในชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี แต่ผมยังไม่เคยเห็นใครสักคนที่มีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากความรัก”

“นั่นแหละคือเหตุผลที่ทำให้ความรักเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต” ชายชรากล่าวต่อ “มันทำให้ชีวิตมีความหมาย และทำให้ชีวิตคุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่”

“ผมก็ยังไม่แน่ใจนัก” ชายหนุ่มพึมพำ

“ทำไมล่ะ”

เขาเงียบไปพักหนึ่งก่อนตอบ “คุณรู้ไหมว่าผมคิดยังไง ผมคิดว่าการตกหลุมรักเป็นแค่นิทานโรแมนติกที่คนทั้งโลกถูกหลอกให้เชื่อ เราถูกสอนให้เชื่อว่าสักวันจะเจอใครบางคนแล้วตกหลุมรักกับเขา แต่เรื่องแบบนั้นแทบไม่เกิดขึ้นจริง และต่อให้เกิดขึ้น มันก็ไม่ยั่งยืนอยู่ดี”

ชายชราพยักหน้า “อืม...ผมเข้าใจ และคุณก็พูดถูกอยู่ส่วนหนึ่ง การ ‘ตกหลุมรัก’ อย่างที่คนทั่วไปจินตนาการกันนั้น เป็นเรื่องโรแมนติกแบบตำนานจริง ๆ แต่ผมอยากบอกว่า...ไม่ ไม่ ไม่...ความรักไม่ใช่สิ่งที่เราร่วงลงไปใส่ มันคือสิ่งที่เราสร้างขึ้น”

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “หมายความว่าไง”

“ผู้คนเข้าใจเรื่องการตกหลุมรักผิดไป” ชายชราตอบ “พวกเขาจินตนาการว่าเดินไปตามถนน เห็นใครบางคน แล้ว ‘ปัง!’ ชนเข้ากับความรัก นั่นไม่ใช่ความรัก นั่นเป็นเพียงแรงดึงดูดทางกาย เป็นความหลงใหล และอาจเป็นความตื่นเต้นชั่วคราว แต่ไม่ใช่ความรักที่แท้จริง”

“แล้วความรักแท้คืออะไร”

“มันคือการรู้จักใครสักคนอย่างแท้จริง การเคารพเขา มองเห็นตัวตนภายใน เห็นธรรมชาติ เห็นจิตใจ เห็นวิญญาณของเขา มันเหมือนพายแอปเปิล” ชายชราพูดพร้อมรอยยิ้ม

“พายแอปเปิล?”

“คุณจะตัดสินได้หรือว่าพายแอปเปิลอร่อยแค่ไหน เพียงเพราะมันหน้าตาดูดี”

“แน่นอนไม่ได้ ผมต้องลองชิมก่อน”

“นั่นล่ะ” ชายชรากล่าว “กับมนุษย์ก็เหมือนกัน คุณไม่อาจตัดสินว่าใครเป็นคนอย่างไร เพียงเพราะหน้าตาภายนอก หากจะรักใครอย่างสมบูรณ์ คุณต้องมองเห็นภายในของเขา และในเรื่องความรัก สิ่งที่สำคัญที่สุดล้วนเป็นสิ่งที่ดวงตาไม่สามารถมองเห็นได้ ต้องใช้หัวใจเท่านั้น”

ชายหนุ่มเงียบไปอย่างครุ่นคิด

ชายชรายิ้มก่อนเล่าต่อว่า “ตอนผมยังเด็ก แม่เคยสอนกฎทองคำข้อหนึ่งเกี่ยวกับความรักให้ผม เธอบอกว่า ‘ถ้าอยากได้รับความรัก จงเริ่มจากการรักผู้อื่นก่อน’ ฟังดูง่าย แต่เป็นความจริงที่ลึกซึ้งมาก”

“ง่ายเกินไปหรือเปล่า”

“ไม่เลย ทุกคนมีความสามารถที่จะรัก มีความสามารถที่จะถูกรัก และมีความสามารถที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความรักขึ้นมาในชีวิตของตัวเอง เพราะฉะนั้น เวลาผู้คนใช้ชีวิตโดยไม่มีความรัก มันจึงน่าเศร้าเหลือเกิน”

ชายหนุ่มหันมาทันที “ใครจะเลือกชีวิตที่ไม่มีความรักกันล่ะ”

ชายชรามองเข้าไปในดวงตาของเขา “คนที่ยอมอยู่โดยไร้ความรัก เพราะไม่อยากเสี่ยงกับความเจ็บปวดจากการพลัดพรากและการสูญเสีย”

คำพูดนั้นทำให้ชายหนุ่มหน้าแดงทันที ลำคอเขาแห้งผาก เขารู้สึกราวกับว่าชายชราอ่านความคิดของเขาออกหมด

“ผมรับรองกับคุณได้” ชายชราพูดช้า ๆ “ความรักเป็นสิ่งที่คนเราสามารถมีได้เสมอ เพียงแต่เราต้อง ‘เลือก’ มัน”

เขาพยักหน้าไปทางคู่ชายหญิงที่กำลังเถียงกันอย่างรุนแรงที่โต๊ะข้าง ๆ “ดูคู่นั้นสิ นั่นคือตัวอย่างของคนสองคนที่เลือกจะชนะการโต้เถียง มากกว่าจะชนะความรัก ชีวิตเต็มไปด้วยทางเลือก เราเลือกชัยชนะ หรือเลือกความรัก เราเลือกให้อภัย หรือเลือกแก้แค้น เราเลือกอยู่คนเดียว หรือเลือกมีคู่ได้เสมอ”

ชายหนุ่มทวนคำเบา ๆ “คนเราเลือกสภาพชีวิตของตัวเอง...”

“แน่นอน” ชายชราตอบ “ชีวิตเป็นอย่างที่มันเป็น เพราะคุณได้เลือกมันเอาไว้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ลำพัง หรืออยู่ในความสัมพันธ์ที่มีความสุขหรือไม่มีความสุข เหตุผลสุดท้ายก็คือการเลือกของคุณเอง และถ้าคุณไม่ต้องการชีวิตแบบนี้ คุณเองเท่านั้นที่มีพลังจะเปลี่ยนมัน”

จากนั้นชายชราอธิบายต่อว่า คนจำนวนมากคิดว่าความรักจะเข้ามาเติมเต็มชีวิตของตนจากภายนอก แค่มีคนที่ใช่เดินเข้ามา ทุกอย่างก็จะสมบูรณ์ขึ้นเอง แต่ความจริงแล้ว พวกเขาจะไม่มีวันพบความรักจากคนอื่นได้เลย หากยังไม่พบความรักในตัวเองก่อน เพราะ “ความสัมพันธ์” ไม่ได้เป็นตัวสร้างความรัก เราต่างหากที่นำความรักเข้าไปในความสัมพันธ์

ชายหนุ่มยังคงลังเล “แต่ถึงอย่างไร คุณก็ต้องโชคดีพออยู่ดีใช่ไหม ถึงจะได้เจอคนที่ใช่”

“โชคไม่ได้อยู่ในสมการของความรักเลย” ชายชราตอบ “โชคไม่ทำให้ความรักเกิด และโชคก็ไม่อาจขวางมันได้”

“ถ้าอย่างนั้นก็คงเป็นเรื่องของพรหมลิขิต”

ชายชรายิ้ม “โชคชะตาอาจช่วยเปิดประตูให้คุณได้บ้าง แต่คุณเองก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองเหมือนกัน คุณกำลังหวังจะเจอใครอีกคนที่นั่งอยู่คนเดียวอยู่มุมห้องหรือเปล่า แค่นั่งอยู่ตรงนี้เฉย ๆ คงไม่พอ คุณต้องลุกขึ้น และทำให้บางอย่างเกิดขึ้น”

“พูดง่ายนะครับ”

“ใครบอกว่ามันง่ายล่ะ” ชายชราตอบ “แต่ถ้าคุณต้องการความรัก คุณต้องมีความกล้าพอที่จะคว้าโอกาสในชีวิต”

“โอกาสแบบไหน”

ชายชราจึงเล่านิทานเก่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง

มีชายคนหนึ่งได้พบเทพผู้หนึ่ง เทพบอกว่าในชีวิตของเขาจะมีโอกาสได้รับความมั่งคั่ง ได้รับเกียรติยศในสังคม และได้แต่งงานกับหญิงสาวงดงาม ชายคนนั้นเฝ้ารอโอกาสยิ่งใหญ่นั้นตลอดชีวิต แต่สุดท้ายเขากลับตายอย่างยากจน เดียวดาย และผิดหวัง เมื่อไปถึงโลกหน้า เขาจึงถามเทพว่าทำไมสิ่งที่สัญญาไว้ไม่เคยเกิดขึ้น เทพตอบว่า “ฉันไม่ได้สัญญาว่าจะมอบสิ่งเหล่านั้นให้ทันที ฉันสัญญาเพียงว่าจะมอบ ‘โอกาส’ ให้เธอ”

เทพเตือนเขาถึงครั้งหนึ่งที่เขาคิดแผนธุรกิจดีเยี่ยมออก แต่ไม่ลงมือทำเพราะกลัวล้มเหลว ผ่านไปไม่กี่ปี ความคิดนั้นกลับไปตกอยู่กับอีกคนที่กล้าพอจะทำ และชายผู้นั้นก็กลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศ

จากนั้นเทพเตือนเขาถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ทำให้คนมากมายติดอยู่ใต้ซากอาคาร เขามีโอกาสจะไปช่วยชีวิตผู้คน และนั่นอาจนำมาซึ่งเกียรติยศอย่างสูง แต่เขากลับมัวกลัวว่าบ้านตัวเองจะถูกขโมย เลยเลือกนั่งเฝ้าทรัพย์สินแทนที่จะออกไปช่วยคนอื่น

ท้ายที่สุด เทพบอกถึงหญิงสาวผมดำสวยคนหนึ่งที่เขาเคยรักสุดหัวใจ แต่เพราะกลัวถูกปฏิเสธ เขาจึงไม่กล้าขอเธอแต่งงาน และปล่อยให้เธอจากไป เทพกล่าวว่า “นั่นแหละคือหญิงที่ควรจะเป็นภรรยาของเธอ พวกเธอจะมีลูกที่งดงามหลายคน และชีวิตของเธอกับเธอคนนั้นจะเต็มไปด้วยความสุข”

เมื่อเล่านิทานจบ ชายชราก็มองชายหนุ่มแล้วพูดว่า “ทุกวัน โอกาสเดินผ่านเราไปมากมาย รวมทั้งโอกาสของความรักด้วย แต่บ่อยครั้งเรากลับปล่อยให้มันหลุดมือ เพราะความกลัว”

“กลัว?”

“ใช่” ชายชราตอบ “เรากลัวการถูกปฏิเสธ จึงไม่กล้าเข้าหาผู้คน เรากลัวการถูกหัวเราะเยาะ จึงไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึก เรากลัวความเจ็บปวดจากการสูญเสีย จึงไม่กล้าให้คำมั่นกับใคร”

ชายหนุ่มเงียบงัน เขานึกถึงครั้งแล้วครั้งเล่าที่ตัวเองเคยพบผู้หญิงที่ชอบ แต่ไม่เคยกล้าเอ่ยปากพูดอะไร เขานึกถึงโอกาสนับครั้งไม่ถ้วนที่ปล่อยให้ผ่านไปเพียงเพราะความกลัว

ชายชรากล่าวต่อ “แต่เรายังมีข้อได้เปรียบเหนือชายในนิทานคนนั้น”

“คืออะไรครับ”

“เรายังมีชีวิตอยู่ เราจึงยังคว้าโอกาสได้ เรายังสร้างโอกาสของตัวเองขึ้นมาได้”

ถ้อยคำนั้นทำให้ชายหนุ่มเริ่มลังเลกับความเชื่อเดิมของตน เขาเคยคิดว่าความรักเป็นเรื่องของโชคหรือพรหมลิขิตเท่านั้น ต้องบังเอิญเจอคนที่เหมาะ แล้วแรงดึงดูดก็จะเกิดขึ้นเอง จากนั้นทั้งคู่ก็คบกันและรักกัน แต่หลังจากฟังชายชราพูด เขาก็เริ่มไม่มั่นใจในความคิดเก่าอีกต่อไป

ชายชราจึงทิ้งท้ายว่า “ถ้าคนเรายังไม่เรียนรู้ว่าจะรักอย่างไร ก็ไม่มีทางจะมีความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความรักได้จริง แต่เมื่อในหัวใจมีความรักแล้ว ความสัมพันธ์ที่เราปรารถนาก็ย่อมตามมา”

ชายหนุ่มถามทันที “แปลว่าทุกคนเรียนรู้ที่จะรักได้หรือ”

“แน่นอน” ชายชรายิ้ม “การรักตัวเอง รักผู้อื่น และรักชีวิต เป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สุดในโลก ไม่ว่าเราจะอยู่ในสภาพแบบใด ไม่ว่าชีวิตจะกำลังเป็นเช่นไร เราทุกคนต่างมีพลังที่จะรักและถูกรัก และสามารถสัมผัสความรักที่ไม่มีวันเหือดแห้งได้ หากเรารู้ความลับบางอย่าง”

“ความลับอะไร”

“ความลับแห่งความรัก”

“ความลับแห่งความรัก?”

“ใช่” ชายชราตอบ “เป็นหลักสิบประการที่นักปราชญ์และผู้มีปัญญาได้ค้นพบและถ่ายทอดกันมาหลายพันปี หลักสิบประการนี้จะช่วยให้คุณไม่เพียงแต่สร้างความรักขึ้นในชีวิตได้ แต่ยังช่วยให้ความรักไหลเวียนอยู่กับคุณตลอดไป”

ชายหนุ่มมองเขาอย่างเหลือเชื่อ “คุณกำลังจะบอกว่าทุกคนสามารถหาความรักและความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความรักได้จริงหรือ”

“ไม่” ชายชราตอบพร้อมรอยยิ้ม “ผมกำลังบอกว่า ทุกคนสามารถ ‘สร้าง’ ความรักและความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความรักได้”

“แล้วคุณมั่นใจได้ยังไง”

ชายชราถามกลับว่า “ถ้าผมตบมือ จะเป็นไปได้ไหมที่จะไม่มีเสียง ถ้าผมผลักโต๊ะตัวนี้ โต๊ะจะไม่ขยับได้ไหม นั่นคือกฎธรรมชาติ จักรวาลนี้ดำเนินไปตามกฎต่าง ๆ อย่างแม่นยำ มีกฎแห่งร่างกาย กฎแห่งการเคลื่อนไหว กฎแรงโน้มถ่วง และก็ย่อมมีกฎเกี่ยวกับมนุษย์ เกี่ยวกับสุขภาพ เกี่ยวกับความสุข...รวมถึงกฎเกี่ยวกับความรักด้วย”

“ถ้ามีกฎพวกนี้จริง ทำไมเราไม่รู้จักมันล่ะ”

“เพราะบางครั้งเราหลงทางในชีวิต บางครั้งเราผิดหวัง ท้อแท้ หรือเจ็บปวด จนลืมสิ่งสำคัญที่สุดไป”

จากนั้นเขาหยิบกระดาษใบเล็ก ๆ ใบหนึ่งส่งให้ชายหนุ่ม บนกระดาษนั้นมีรายชื่อคนสิบคน พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ของพวกเขา

“ไปพบพวกเขาทีละคน” ชายชราพูด “แล้วคุณจะได้เรียนรู้ความลับแห่งความรัก”

เมื่อชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ชายชราก็จากไปแล้ว เหลือเพียงรายชื่อสิบคนในมือ และความรู้สึกบางอย่างในหัวใจที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป